ความสัมพันธ์กับไทย

ด้านการเมืองและความมั่นคง

ไทยและสปป.ลาว มีหลายกลไกเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง กลไกที่ดูแลภาพรวมความสัมพันธ์ทั้งหมด ได้แก่ คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว (Joint Commission : JC) ซึ่ง มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายเป็นประธานร่วม ประเด็นหารือในกรอบความร่วมมือนี้ ครอบคลุมทุกมิติ เช่น การรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน การเปิดจุดผ่านแดน การเชื่อมโยงเส้นทาง คมนาคม แรงงาน เป็นต้น

ความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคง

มีกลไกในแต่ละสาขา ดังนี้

1. การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

ไทยและลาวมีชายแดน 1,810 กิโลเมตร มีพรมแดนทั้งทางบกและทางน้ำ (แม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง) มี คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission:JBC) ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของทั้งฝ่ายเป็นประธานร่วม เป็นกลไกในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ปัจจุบันได้จัดทำหลักเขตแดนทางบก เสร็จแล้วมากกว่าร้อยละ 95


2. การรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน

โดยที่ไทยและลาวมีชายแดนถึง 1,810 กิโลเมตร การรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดนเพื่อให้ ประชาชนของทั้งสองฝ่ายดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขจึงเป็นเรื่องสำคัญ หน่วยงานความมั่นคงที่มีบทบาทสำคัญใน เรื่องนี้ คือ กระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย กลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหมและกระทรวง ป้องกันประเทศ สปป.ลาว ได้แก่ คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว (General Border Committee:GBC) จัดตั้งเมื่อปี 2533 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงป้องกันประเทศ สปป.ลาว เป็นประธานร่วม จัดประชุมครั้งแรกเมื่อปี 2534

ในปี 2536 คณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยฯ (GBC) ได้ตั้งคณะอนุกรรมการร่วมมือรักษา ความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว (อนุ GBC) กำหนดประชุมปีละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามการปฏิบัติงาน ภายในกรอบนโยบาย GBC และเสนอผลการดำเนินงานและข้อพิจารณาในเประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น ปัญหาคนเข้า เมืองผิดกฎหมาย ความร่วมมือระหว่างกองทัพ ความร่วมมือในการรักษาเส้นเขตแดน เป็นต้น

ในระดับท้องถิ่น จังหวัดและแขวงชายแดนไทยลาวมีการประชุมประสานงานของคณะกรรมการร่วมมือ รักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไปไทย-ลาว ระดับจังหวัด-แขวง มีผู้ว่าราชการจังหวัดกับเจ้าแขวงเป็น ประธานร่วม โดยมุ่งหวังให้สามารถแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นให้ยุติในระดับท้องถิ่น

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงป้องกันความสงบ สปป.ลาว กลไกประสานงานระดับสูงสุด คือ การประชุมคณะผู้ว่าราชการจังหวัด-เจ้าแขวงชายแดนไทย-ลาว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป้องกันความสงบ สปป.ลาว เป็นประธานร่วม จังหวัดที่มีชายแดนติด สปป.ลาว มี 12 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ฝั่งลาวมี 9 แขวงที่ติดชายแดนไทย ได้แก่ บ่อแก้ว ไซยะบูลี เวียงจันทน์ นครหลวงเวียงจันทน์ บอลิคำไซ คำม่วน สะหวันนะเขต สาละวัน และจำปาสัก (แขวงเวียงจันทน์เป็นเขตการปกครองต่างหากจาก นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นเมืองหลวง)

ประเด็นสำคัญที่หารือกัน ได้แก่ การเปิดจุดผ่านแดน การอำนวยความสะดวกในการข้ามแดน และการรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน


3. การดำเนินกิจกรรมในแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง

แม่น้ำโขงและแม่น้ำเหืองเป็นแม่น้ำที่เป็นเขตแดนระหว่างประเทศ ในอดีตเคยมีปัญหาการลักลอบดูดทราย และปัญหาตลิ่งถูกกัดเซาะ ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตั้งคณะกรรมการร่วมไทย-ลาวเพื่อดูแลการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตาม แม่น้ำโขงและแม่น้ำเหือง (Joint Committee for Management on Mekong River and Heung River:JCMH) เป็นกลไกป้องกันและแก้ไขปัญหา มีปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานฝ่ายไทย


4. ยาเสพติด

สำนักงาน ป.ป.ส. และสำนักงานคณะกรรมการแห่งชาติลาวเพื่อควบคุมและตรวจตรายาเสพติดมีการ ประชุมหารืออย่างสม่ำเสมอเพื่อร่วมกันแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งในด้านการปราบปรามและด้านการบำบัดรักษาและ ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เช่น

  • การตั้งสำนักงานประสานงานปราบปรามยาเสพติดชายแดน (Border Liaison Office) 9 แห่ง
  • ไทยสนับสนุนการก่อสร้างและด้านวิชาการแก่ศูนย์บำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดที่ แขวงจำปาสัก
  • การให้ทุนฝึกอบรมแก่บุคลากรลาว
  • การแลกเปลี่ยนข่าวสารเพื่อจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติด
  • สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) และกระทรวงการต่างประเทศมีโครงการนำองค์ความรู้ ด้านการปลูกพืชทดแทนพืชเสพติดของมูลนิธิโครงการหลวงและการพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่สูงอย่าง ยั่งยืนไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตของประชาชนภายหลังเลิกปลูกฝิ่นใน สปป.ลาว พื้นที่นำร่อง คือ บ้านนาห้วยอุ่น และบ้านนาแสนคำ เมืองไซ แขวงอุดมไซ โดยเกษตรกรสนใจปลูก มะม่วง พลัม พีช องุ่น เสาวรส เลี้ยงสุกร และการผลิตปุ๋ยชีวภาพ

นอกจากความร่วมมือในระดับทวิภาคี ไทยและ สปป.ลาว ต่างเป็นสมาชิกกรอบความร่วมมือ 7 ฝ่ายว่าด้วย ความร่วมมือในการควบคุมยาเสพติด ซึ่งประกอบด้วย ไทย สปป.ลาว กัมพูชา เวียดนาม พม่า จีน และสำนักงาน ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC)



ด้านเศรษฐกิจ

ไทยเป็นประเทศคู่ค้าอันดับหนึ่งของ สปป.ลาว การค้ารวมในปี 2552 มีมูลค่าสูงถึง 71,989.38 ล้านบาท (2,105.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ลดลงจากปี 2551 ร้อยละ 12.02 โดยเป็นการส่งออกจากไทย 56,045.34 ล้านบาท (1,642.63 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) และเป็นการนำเข้าจาก สปป.ลาว 15,944.04 ล้านบาท (462.71 ล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ) อย่างไรก็ดี สัดส่วนการค้าไทย-ลาวเทียบกับการค้าระหว่างไทยกับต่างประเทศทั้งหมดเพิ่มจากร้อยละ 0.67 เป็นร้อยละ 0.74

สินค้าส่งออกไปลาวที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันสำเร็จรูป, รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ, เหล็ก เหล็กกล้า และผลิตภัณฑ์, เครื่องจักรและส่วนประกอบของเครื่องจักร, ผ้าผืน, , เคมีภัณฑ์, ยานพาหนะอื่นๆ และส่วน ประกอบ, เครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง สบู่ และผลิตภัณฑ์รักษาผิว, ผลิตภัณฑ์พลาสติก, ปูนซิเมนต์, ผลิตภัณฑ์ยาง, ผลิตภัณฑ์อลูมิเนียม, ผลิตภัณฑ์เซรามิค, เม็ดพลาสติก

สินค้านำเข้าจากลาวที่สำคัญ ได้แก่ สินแร่โลหะอื่นๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์, เชื้อเพลิงอื่น ๆ, ไม้ซุง ไม้แปรรูป และผลิตภัณฑ์, พืชและผลิตภัณฑ์จากพืช, ลวดและสายเคเบิล, ผัก ผลไม้ และของปรุงแต่งที่ทำจากผักผล ไม้, เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ, ถ่านหิน, รถยนต์นั่ง, เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ, เสื้อผ้าสำเร็จรูป, ผลิตภัณฑ์โลหะ, ยานพาหนะอื่น ๆ, เครื่องมือ เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ การแพทย์, รถยนต์โดยสารและรถบรรทุก

กลไกความร่วมมือทางการค้าไทย-ลาว ได้แก่ คณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-ลาว (Joint Trade Committee) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการเยือนลาวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เมื่อเดือนมกราคม 2540 และการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือไทย-ลาว ครั้งที่ 7 เมื่อเดือนกันยายน 2540 การประชุม คณะกรรมการร่วมทางการค้า ครั้งที่ 1 มีขึ้นระหว่างวันที่ 16-17 กรกฎาคม 2541 ที่กรุงเทพมหานคร มีรองนายก รัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและการท่องเที่ยวลาวเป็น ประธานร่วม ต่อมากลไกนี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นการประชุมแผนความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าไทย-ลาว มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ไทย-ลาวเป็นประธานร่วม ได้จัดประชุมครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 24-28 ธันวาคม 2549 ณ นครหลวงเวียงจันทน์

ไทยมีนโยบายสนับสนุนการนำเข้าสินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งลาว โดยให้สิทธิพิเศษด้าน ภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าทั้งในกรอบอาเซียน และ ACMECS เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของ ประเทศเพื่อนบ้าน ในปี 2547 ไทยได้ให้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าเกษตรจากลาวทั้งในรูปของ การให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ (ASEAN Integration System of Preferences – AISP) และยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าในลักษณะ One Way Free Trade รวมจำนวน 187 รายการและเพิ่มเป็น 300 รายการในปี 2548-2549 และ 301 รายการ ในปี 2550-2552

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) เริ่มมีผลบังคับใช้ สปป.ลาวสามารถส่งสินค้า ไปประเทศสมาชิกอาเซียนเดิมรวมทั้งไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี (ยกเว้นสินค้าบางรายการ) ส่วน สปป.ลาว และ ประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่อื่นๆ คือ พม่า กัมพูชา และเวียดนามจะลดภาษีสินค้านำเข้าตามข้อกำหนดของเขตการ ค้าเสรีอาเซียนภายในปี 2558 นอกจากนี้ สปป.ลาว กำลังปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เพื่อเตรียมสมัครเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก

ความร่วมมือในกรอบพหุภาคีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจไทยและลาว

1. อาเซียน

ลาวเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2540 ได้เป็นประธานคณะกรรมการประจำ อาเซียนเมื่อกรกฎาคม 2547 ไทยได้ให้ความร่วมมือแก่ลาวเพื่อให้สามารถมี ส่วนร่วมในอาเซียนได้อย่างทัดเทียม กับประเทศสมาชิกอาเซียนเก่า ทั้งในกรอบความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (IAI) การให้สิทธิพิเศษทางภาษี ศุลกากร (AISP) และการให้ความร่วมมือแก่ลาวเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 10 เมื่อ เดือน พฤศจิกายน 2547 โดยได้จัดการดูงานให้เจ้าหน้าที่ลาว สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์สำหรับจัดตั้งศูนย์ข่าว มูลค่าประมาณ 11.80 ล้านบาท และให้ความช่วยเหลือทางการเงินเพื่อปรับปรุงสนามบินวัดไตมูลค่าประมาณ 320 ล้านบาท

2. ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิระวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy - ACMECS)

ลาวมีส่วนร่วมในกรอบ ACMECS อย่างแข็งขันโดยได้เป็น ประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อปรับ ACMECS Plan of Action และทบทวนโครงการความร่วมมือในสาขา ต่างๆ ระหว่างวันที่ 1-2 มิถุนายน 2549 ที่กรุงเทพฯ และเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ACMECS ระดับรัฐมนตรีที่เมือง ดอนโขง แขวงจำปาสัก ระหว่างวันที่ 3-4 กรกฎาคม 2549 โครงการความร่วมมือไทย-ลาวในกรอบ ACMECS ที่มีความคืบหน้า อาทิ โครงการ Contract Farming และการให้ทุกฝึกอบรม เป็นต้น

3. ความร่วมมือในกรอบสามเหลี่ยมมรกต

ลาวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระดับรัฐมนตรีความร่วมมือใน กรอบสามเหลี่ยมมรกต ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2546 ที่แขวงจำปาสัก ที่ประชุมได้เห็นชอบปฏิญญาว่าด้วย ความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวซึ่งมีสาระสำคัญมุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อช่วย กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิก และได้กำหนดพื้นที่ความร่วมมือ คือ ภาคตะวันออกเฉียง เหนือของไทย ภาคตะวันตกเฉียงเหนือของกัมพูชา และภาคใต้ของลาว ทั้งนี้ ไทยได้จัดสรรงบประมาณ 2 ล้านบาท ในโครงการปรับปรุงศูนย์ข้อมูลข่าวสารการท่องเที่ยวสามเหลี่ยมมรกตที่แขวงจำปาสักด้วย

ไทยเป็นประเทศผู้ลงทุนสะสมอันดับหนึ่งใน สปป.ลาว ระหว่างปี 2543-2552 โดยมีทั้งหมด 207 โครงการ คิดเป็นมูลค่าสะสมประมาณ 1,581 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โครงการขนาดใหญ่ อยู่ในสาขาพลังงานและเหมืองแร่ มากที่สุด ประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมใน สปป.ลาวลำดับรองลงมา ได้แก่ จีน เวียดนาม ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย มาเลเซีย สิงคโปร์ แคนาดา รัสเซีย อย่างไรก็ดี ตั้งแต่กลางปี 2553 จีนและเวียดนาม ได้กลายเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมมากที่สุดอันดับที่ 1 และ 2 ส่วนไทยอยู่อันดับที่ 3

สาขาที่ลาวได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด คือ พลังงานไฟฟ้า มีทั้งหมด 44 โครงการ มูลค่า 3,940.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นร้อยละ 35.5 ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ สาขาเหมืองแร่ ภาคบริการ การเกษตร อุตสาหกรรม-หัตถกรรม การค้า การก่อสร้าง โรงแรมและร้านอาหาร

รัฐบาลลาวมีนโยบายให้ สปป.ลาวเป็น “แบตเตอรี่แห่งเอเชีย” หรือแหล่งพลังงานสำรองในอนุภูมิภาค โดย สปป.ลาวมีศักยภาพที่จะผลิตพลังงานไฟฟ้าได้ประมาณ 23,000 เมกะวัตต์ ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจของ สปป.ลาว ภายในปี 2563 จะสามารถดำเนินโครงการพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่แล้วเสร็จจำนวน 29 โครงการ ผลิตไฟฟ้าได้ 8,657 เมกะวัตต์ สปป.ลาวมีเขื่อนที่ดำเนินการโดยเอกชน 2 แห่ง คือ เทินหินบุนที่บอลิคำไซ และห้วยเหาะที่ จำปาสัก-อัดตะปือ

ความร่วมมือด้านไฟฟ้าและพลังงานไทย-ลาว

รัฐบาลไทยและสปป.ลาวได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการพัฒนาไฟฟ้าในลาวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2536 ให้ความร่วมมือพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าใน สปป.ลาวเพื่อจำหน่ายให้แก่ไทยจำนวน 1,500 เมกะวัตต์ภายในปี 2543 และต่อมาได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2539 และ ฉบับที่ 3 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2549 ขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว เป็น 3,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2549 และ 5,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2558 ตามลำดับ

เนื่องจาก สปป.ลาวมีศักยภาพที่จะพัฒนาโครงการพลังงานไฟฟ้าอีกหลายโครงการและ ตามแผนพัฒนา กำลังผลิตไฟฟ้าของไทยปี 2550 (Power Development Plan หรือ PDP 2007) ได้ประมาณความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง ขึ้นในช่วงปี 2550-2554 ประมาณ 1,400 เมกะวัตต์ต่อปี และช่วงปี 2555-2559 ประมาณ 1,700 เมกะวัตต์ต่อปี รัฐบาลไทยจึงได้ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาไฟฟ้าใน สปป.ลาว ฉบับที่ 4 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2550 ที่นครหลวงเวียงจันทน์ ตกลงขยายการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเพิ่มจาก 5,000 เมกะวัตต์เป็น 7,000 เมกะวัตต์ ภายในหรือหลังปี 2558

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547 ในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย-ลาว อย่างไม่เป็นทางการที่แขวงจำปาสัก และจังหวัดอุบลราชธานี ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบให้คงมีความร่วมมือด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง โดยฝ่ายไทยจะยังคง ใช้หลักการจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Power Purchase Agreement – PPA) เป็นพื้นฐานในการรับซื้อไฟฟ้าจากลาวเพื่อ สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ลงทุน

ปัจจุบัน มีโครงการไฟฟ้าใน สปป.ลาว ที่ไทยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว 5 โครงการ รวมกำลังการ ผลิต 2,101 เมกะวัตต์ แยกเป็นโครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ กฟผ. แล้ว 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเทิน-หินบุนและ โครงการห้วยเหาะ รวมกำลังการผลิต 346 เมกะวัตต์ และโครงการที่กำลังก่อสร้าง 3 โครงการ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน 2 โครงการน้ำงึม 2 และโครงการเทิน-หินบุน (ส่วนขยาย) รวมกำลังการผลิต 1,755 เมกะวัตต์

โครงการที่ไทยลงนาม Tariff MOU [1] กับสปป.ลาวแล้วมี 5 โครงการ ได้แก่ โครงการน้ำเทิน 1 โครงการ น้ำงึม 3 โครงการน้ำเงี้ยบ โครงการหงสาลิกไนต์ และโครงการน้ำอู รวมกำลังการผลิต 3,739 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ดี Tariff MOU ของทั้ง 5 โครงการได้หมดอายุหรือมีการยกเลิกแล้วเพื่อขอเจรจาปรับราคาซื้อขายไฟฟ้าใหม่ มีเพียง โครงการหงสาลิกไนต์ที่มีการลงนาม Tariff MOU ฉบับใหม่ ระหว่าง กฟผ. กับผู้พัฒนาโครงการเหมืองถ่านหิน หงสาลิกไนต์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ที่กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่มีศักยภาพ ซึ่งผู้พัฒนาโครงการอยู่ระหว่างศึกษาความเหมาะสมของโครงการ หรือกำลังให้รายละเอียดโครงการแก่ กฟผ. 6 โครงการ กำลังการผลิตประมาณ 2,335-2,830 เมกะวัตต์

โครงการ ปริมาณรับซื้อ (MW) กำหนดจ่ายไฟฟ้า
โครงการที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบ กฟผ. แล้ว 1,266  
1. เทิน-หินบุน 220 31 มีนาคม 2541
2. ห้วยเหาะ[2] 126 3 กันยายน 2542
3. น้ำเทิน 2 920 มีนาคม 2553
โครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 1,755  
1. น้ำงึม 2 615 มีนาคม 2554
2. เทิน-หินบุน (ส่วนขยาย) 220 มีนาคม 2555

[1] Tariff MOU เป็นบันทึกความเข้าใจในการรับซื้อไฟฟ้าซึ่งจะมีการระบุอัตราค่าฟ้าและเงื่อนไขที่สำคัญไว้สำหรับการจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าหรือ PPA ต่อไป

[2] โครงการห้วยเหาะเป็นการร่วมทุนระหว่าง Hemaraj Land and Development จากไทย ถือหุ้นร้อยละ12.75 บริษัท Glow Energy ถือหุ้นร้อยละ 67.25 และการไฟฟ้าลาว (EDL) ถือหุ้นร้อยละ 20

โครงการที่ดำเนินเสร็จแล้ว (มูลค่า 2,517.71 ล้านบาท)


1. โครงการปรับปรุงสนามบินหลวงพระบาง

วงเงินให้เปล่า 217 ล้านบาท

2. โครงการก่อสร้างถนนในเวียงจันทน์ จากแยก กม.3 ถนนท่าเดื่อ-เรือนรับรองรัฐบาล-สามแยกโพนทัน ระยะทาง 3.97 กม.

วงเงินให้เปล่า 103 ล้านบาท นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และนายสีสะหวาด แก้วบุนพัน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เป็นประธานร่วมในพิธีมอบ-รับเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2543 ทางการลาวตั้งชื่อถนนเส้น นี้ว่า "ถนนลาว-ไทย"

3. โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเหือง จ.เลย-แขวงไซยะบุลีและถนนเชื่อมจากสะพานสู่ถนนสายหลัก ตั้งอยู่ที่ ต.นากระเซ็ง อ.ท่าลี่ จ.เลย ฝั่งลาวคือเมืองแก่นท้าว แขวงไซยะบุลี

วงเงินให้เปล่า 43.07 ล้านบาท นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศลาว เป็นประธานร่วมในพิธีมอบ- รับเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2547 จากแขวง ไซยะบุลีสามารถเดินทางต่อไปเมืองหลวงพระบางได้ ระยะทาง 363 กิโลเมตร

4. โครงการก่อสร้างทางลาดขึ้น-ลง (ramp) ท่าเทียบเรือแขวงคำม่วน

วงเงินให้เปล่า 34.65 ล้านบาท

5. โครงการก่อสร้างถนนเชื่อมจากท่าเทียบเรือแขวงคำม่วน ไปยังถนนหมายเลข 13 ระยะทาง 1.85 กม.

วงเงินให้เปล่า 29.85 ล้านบาท

6. โครงการปรับปรุงสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์

วงเงิน 320 ล้านบาท (ให้เปล่าร้อยละ 30 และให้กู้ร้อยละ 70) โครงการแล้วเสร็จเมื่อกุมภาพันธ์ 2549

7. โครงการก่อสร้างร่องระบายน้ำและปรับปรุงถนนสาย T2 ในนครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทาง 3.5 กม.


วงเงิน 160 ล้านบาท (ให้เปล่าร้อยละ 30 และให้กู้ร้อยละ 70) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และนายบัวสอน บุบผาวัน นายกรัฐมนตรีลาว เป็นประธานร่วมในพิธีมอบ-รับโครงการเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2551

8. โครงการก่อสร้างเส้นทางเชียงราย-คุนหมิง หรือ R3 ไทย จีน

ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ได้ให้ความช่วยเหลือลาวในรูปเงินกู้เพื่อพัฒนาเส้นทางดังกล่าวคนละส่วน ในส่วนของไทย ให้ลาวกู้วงเงิน 1,385 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างถนนจากเมืองห้วยซาย แขวงบ่อแก้ว ถึงแขวงหลวงน้ำทา ระยะทาง 84.77 กม. เส้นทาง R3 เป็นส่วนหนึ่งของ North-South Economic Corridor ในกรอบความ ร่วมมือ Greater Mekong Sub-region (GMS) ทำพิธีเปิดใช้เมื่อ 31 มีนาคม 2551ในช่วงการประชุม สุดยอด GMS ครั้งที่ 3 ที่ สปป.ลาว

9. โครงการปรับปรุงถนน ระยะทาง 1.5 กม.ในหลวงพระบาง เชื่อมถนน 13 เหนือกับถนนสังคโลก


วงเงินให้เปล่า 18 ล้านบาท เริ่มดำเนินการเมื่อกุมภาพันธ์ 2551 นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศ และ ดร.ทองลุน สีสุลิด รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการประทรวงการต่างประเทศ ลาวเป็นประธานร่วมในพิธี มอบ-รับเมื่อ 25 มีนาคม 2552 ถนนเส้นนี้มีชื่อว่า “ถนนมิตรภาพลาว-ไทย”

10. โครงการก่อสร้างทางรถไฟจากกึ่งกลางสะพานมิตรภาพหนองคาย-ท่านาแล้ง ระยะทาง 3.5 กม. (โครงการระยะที่ 1)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้ความช่วยเหลือลาวเมื่อวัน ที่ 1 กรกฎาคม 2546 ลงนาม ในสัญญาให้ ความช่วยเหลือเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2547 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราช กุมารี และนายบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศลาว เป็นประธานร่วมในพิธีเปิดเดินรถไฟเที่ยว ปฐมฤกษ์ไทย-ลาวเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552

  • ศึกษาและออกแบบรายละเอียด วงเงินให้เปล่า 3.67 ล้านบาท
  • มอบรางรถไฟใช้แล้วพร้อมอุปกรณ์ วงเงินให้เปล่า 3.47 ล้านบาท
  • การก่อสร้างทางรถไฟ วงเงิน 197 ล้านบาท (ให้เปล่าร้อยละ 30 และให้กู้ร้อยละ 70)

สปป.ลาวมีโครงการก่อสร้างทางรถไฟส่วนต่อขยายจากสถานีท่านาแล้ง ระยะทาง 9 กม. ซึ่งรัฐบาลไทย เห็นชอบในหลักการที่จะให้ความช่วยเหลือก่อสร้างแล้ว อย่างไรก็ดี ฝ่ายลาวได้ขอชะลอโครงการดังกล่าว ไว้ก่อนเนื่อง จากขนาดรางรถไฟเล็กกว่ารางมาตรฐานของโครงการรถไฟความเร็วสูงที่จะสร้างจาก ชาย แดนจีนมานครหลวงเวียง จันทน์โดยอาจพิจารณาเปลี่ยนเป็นการสร้างสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำโขง สำหรับรถไฟความเร็วสูง เพื่อเชื่อมต่อ กับทางรถไฟความเร็วสูงของไทยแทน

11.โครงการปรับปรุงสนามบินปากเซ (ระยะที่ 1)

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2547 อนุมัติให้ ความช่วยเหลือ แก่ สปป.ลาว ดำเนินโครงการระยะที่ 1 ลงนามสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินเมื่อ วันที่ 24 เมษายน 2550 วงเงิน 320 ล้านบาท (ให้เปล่าร้อยละ 30 และให้กู้ร้อยละ 70)

12. โครงการปรับปรุงถนนสายห้วยโก๋น (จ.น่าน) -เมืองเงิน-ปากแบ่ง แขวงอุดมไซ ระยะทาง 49.22 กิโลเมตร


คณะรัฐมนตรีมีมติเห็น ชอบให้ความช่วยเหลือแก่ สปป.ลาว เมื่อ 1 กรกฎาคม 2546 ศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม/ออกแบบรายละเอียด วงเงินให้เปล่า 12 ล้านบาท การปรับปรุงเส้นทาง วงเงิน 840 ล้านบาท (ให้เปล่าร้อยละ 30 และให้กู้ร้อยละ 70)

13. โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม-คำม่วน)


คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวัน ที่ 22 มิถุนายน 2547 เห็นชอบในหลักการให้ความช่วยเหลือแก่ สปป.ลาว ในรูปเงินให้เปล่าสำหรับ ดำเนินโครงการดังกล่าว วงเงิน 1,400 ล้านบาท และต่อมาคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 28 ตุลาคม 2551 อนุมัติ งบโครงการเพิ่มเป็น 1,885 ล้านบาท วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 กำหนดเสร็จภายใน พฤศจิกายน 2554

ศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม วงเงินให้เปล่า 20 ล้านบาท ออกแบบรายละเอียด/เวนคืนที่ดิน วงเงินให้เปล่า 30 ล้านบาท การก่อสร้างสะพาน วงเงินให้เปล่า 1,885 ล้านบาท

14. โครงการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงไทย-ลาว แห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย)

คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2549 ให้ความเห็นชอบให้ความช่วยเหลือแก่ สปป.ลาว ร่วมกับจีนในรูปเงินให้ เปล่าร้อยละ 50 ของวงเงินโครงการ สะพานดังกล่าวจะเป็นจุดเชื่อมสำคัญในแผนพัฒนาตามระเบียง เศรษฐกิจเหนือ – ใต้ (North – South Economic Corridor) ภายใต้กรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่ม แม่น้ำโขงหรือ GMS ที่เชื่อมโยงจังหวัดเชียงราย – แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว – คุนหมิง ประเทศจีน และทำให้ใช้ประโยชน์จากเส้นทาง R3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ออกแบบรายละเอียด วงเงินให้เปล่า 35 ล้านบาท การก่อสร้าง (มูลค่าโครงการประมาณ 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยรับผิดชอบร่วมกับจีนฝ่ายละ ครึ่ง ฝ่ายละประมาณ 1,000 ล้านบาท)

15. โครงการพัฒนาสนามบินสะหวันนะเขต ที่ประชุม ครม.ร่วมไทย-ลาว

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม2547 สนับสนุนให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาสนามบินสะหวันนะเขตเพื่อใช้ ประโยชน์ร่วมกันตาม ทิศทางการส่งเสริความร่วมมือแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC) และโครงการเมืองคู่ แฝดมุกดาหาร-สะหวันนะเขต โดยได้มีการประชุมระดับ จนท.ไทย-ลาวเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการ ใช้ประโยชน์จากสนามบินร่วมกัน

16. โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 11 (R11) จากสามแยกบ้านตาดทอง เมืองสีโคดตะบองไปเมืองสังทอง นครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทาง 82 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2553 ได้มีพิธีลงนามสัญญาเงินกู้ จำนวน 1,392 ล้านบาท ที่นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีนายกรัฐมนตรีทั้งสองฝ่ายเป็นสักขีพยาน

โครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 11 นี้ เป็นโครงการสำคัญที่รัฐบาล สปป.ลาวให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากหนึ่งในเส้นทางยุทธศาสตร์ด้านการเมืองการทหาร และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ สปป.ลาว เป็นเส้นทางเลียบแม่น้ำโขงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของนครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งสามารถเชื่อมต่อกับเส้นทาง หมายเลข 4 (เมืองปากลาย แขวงไซยะบุลี – หลวงพระบาง) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักอีกสายหนึ่งสำหรับการคมนาคมใน ภาคเหนือของ สปป.ลาว นอกจากนี้ เมืองสังทอง นครหลวงเวียงจันทน์ ยังเป็นเมืองเกษตรกรรมที่เป็นแหล่งผลิต อาหารสำคัญของนครหลวงเวียงจันทน์ ขณะเดียวกัน ก็เป็นหนึ่งใน 9 เมืองทุกข์ยากของนครหลวงเวียงจันทน์ และ หนึ่งใน 47 เมืองทุกข์ยากของ สปป.ลาว ดังนั้น การพัฒนาเส้นทางหมายเลข 11 จึงจะมีส่วนสำคัญยิ่งในการนำพา ท้องถิ่นดังกล่าวให้หลุดพ้นจากความยากจน

ป้ายชื่อถนนมิตรภาพลาว-ไทยที่เมืองหลวงพระบาง

สะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 นครพนม-คำม่วน


พิธีลงนามความตกลงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพ 4 เชียงของ – ห้วยซาย เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2553 ณ โรงแรมดุสิตไอส์แลนด์ จ.เชียงราย การก่อสร้างกำหนดเริ่มในเดือนมิถุนายน 2553 ระยะเวลาการก่อสร้าง ประมาณ 30 เดือน

พิธีลงนามสัญญาก่อสร้างโครงการพัฒนาเส้นทางหมายเลข 11 ระยะระหว่างสามแยกบ้านตาดทอง เมืองสีโคดตะบอง – บ้านน้ำสัง เมืองสังทอง นครหลวงเวียงจันทน์ ระยะทางรวมประมาณ 82 กิโลกเมตร



ด้านสังคมและวัฒนธรรม

การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์

เพื่อตอบสนองต่อนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นปัญหาที่กระทบต่อความมั่นคงในระดับประเทศ ภูมิภาค และนานาชาติ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ดำเนินบทบาทด้านการประสาน งานระหว่างฝ่ายไทย คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับฝ่ายลาว คือ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม เพื่อจัดทำกิจกรรมและความร่วมมือในรูปแบบต่างๆ เช่น การศึกษาดูงาน การฝึกอบรม การ ประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อส่งเสริมการทำงาน และการสร้างเครือข่ายระหว่างกัน ปัจจุบัน ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือในระดับรัฐบาล และมีโครงการนำร่อง ระหว่างเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่น คือ ระหว่างจังหวัดมุกดาหารกับแขวงสะหวันนะเขตด้วย

ความร่วมมือด้านการจ้างแรงงาน

เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของทั้งสองประเทศที่ประสงค์จะให้มีการจ้างแรงงานอย่าง เป็นระบบ และส่ง เสริมให้แรงงานเดินทางเข้า-ออกประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมาย สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ มีภารกิจใน การตรวจลงตราประเภท “Non – LA” ให้กับบุคคล ที่ผ่านกระบวนการของกระทรวงแรงงานของทั้งสองประเทศ และมีภารกิจในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านแรงงานไทย-ลาว และการประชุมระดับรัฐมนตรีแรงงานซึ่ง จัดขึ้นทุกปี เพื่อหารือเรื่องแนวทางความร่วมมือ อุปสรรคที่เกิดขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่ออำนวยความ สะดวกและให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในระบบดังกล่าว

ความร่วมมือด้านเด็ก สตรี คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส

เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย-ลาว ในภาคประชาชน และเพื่อให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นไปอย่าง ทั่วถึง สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ จึงให้ความสำคัญกับกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับเด็ก สตรี คนพิการ และ ผู้ด้อย โอกาส ในลักษณะต่างๆ อาทิ

  • การสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาที่เรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์ หรือ ที่ด้อยโอกาสผ่านทาง "มูลนิธิส่งเสริมการศึกษา" ของลาว

  • การมอบเครื่องช่วยพยุงขาที่ได้รับมาจากผู้ผลิตซึ่งเป็นภาคเอกชนไทยและบริจาคเงินเพื่อให้ "ศูนย์ฟื้นฟูคน พิการแห่งชาติลาว" นำไปสนับสนุนคนพิการที่ดูแลอยู่ในด้านการกีฬา การบำบัดและการรักษา

  • การจัดหาผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรมอาชีพระยะสั้นให้กับผู้แทนจากศูนย์กลางสหพันธ์ แม่หญิงลาวเพื่อนำไป ใช้ในการประกอบอาชีพเสริม และถ่ายทอดวิชาชีพที่ได้รับให้กับคนในชุมชนของตนต่อไป

  • การส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กพิการทางหูและสายตาของ "โรงเรียนโสตศึกษา" สังกัด ศูนย์ฟื้นฟูคน พิการแห่งชาติลาว ได้ไปฝึกอบรมวิชาชีพหลักสูตร 9 เดือน ที่ศูนย์ฟื้นฟูคนพิการจังหวัดหนองคาย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์


สถิติที่สำคัญไทย-ลาว

มูลค่าการค้าไทย-ลาวไทยเป็นคู่ค้าลำดับที่ 1 ของลาว ขณะที่ลาวเป็นคู่ค้าลำดับที่ 20 ของไทย การค้าไทย – ลาว ช่วง ม.ค. – ธ.ค. 2558 มีมูลค่ารวม 5,708.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.95 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2557 โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 2,031.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สินค้าส่งออกของไทยที่สำคัญน้ำมันสำเร็จรูป รถยนต์และส่วนประกอบ เหล็ก เครื่องจักรกล อัญมณี เคมีภัณฑ์ สินค้าปศุสัตว์ เครื่องสำอาง วงจรพิมพ์ ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง
สินค้านำเข้าจากลาวที่สำคัญเชื้อเพลิง สินแร่โลหะ เครื่องจักรไฟฟ้า ผักและผลไม้ พืช ไม้ซุงและไม้แปรรูป ลวดและสายเคเบิล ปุ๋ยและยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ กาแฟ ชา เครื่องเทศ ส่วนประกอบและอุปกรณ์ยานยนต์
การลงทุนของไทยในลาว

ไทยเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 3 ในลาว (รองจากจีนและเวียดนาม) เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการลงทุนสะสมในช่วงปี 2553 – 2557 จำนวน 115 โครงการ มูลค่ารวม 1,515.12 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสาขาสำคัญ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ขนส่งและโทรคมนาคม ธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยว ธนาคาร อุตสาหกรรมไม้แปรรูป เครื่องนุ่งห่ม และหัตถกรรม

การท่องเที่ยวช่วง ม.ค. – มิ.ย. 2558 มีคนลาวเดินทางมาไทย 561,318 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 12.71 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2557 (498,014 คน) ขณะที่คนไทยเดินทางไปลาว 540,400 คน เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.13 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี 2557 (473,475 คน)
จำนวนคนไทยในลาวประมาณ 2,500 คน เป็นนักธุรกิจและคนไทยที่มีครอบครัวในลาวประมาณ 500 คน และเป็นแรงงานทำงานในโครงการเหมืองทอง/ทองแดง โครงการไฟฟ้า และโครงการอื่น ๆ ประมาณ 2,000 คน (ส่วนมากอยู่ในแขวงไซยะบุลี)
สำนักงานของไทยในลาวสถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ และสถานกงสุลใหญ่ ณ แขวงสะหวันนะเขต
สำนักงานของลาวในไทยสถานเอกอัครราชทูตลาว ณ กรุงเทพฯ และสถานกงสุลใหญ่ลาว ณ จังหวัดขอนแก่น
ประเด็นคั่งค้างการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน การนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การอำนวยความสะดวกในการผ่านแดนและการใช้ถนน